วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ผู้จำทำโดย นายพชร เรืองพีระกุล 5105106020

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโครงการศูนย์ธุรกิจตลาดทุน พร้อมหาพันธมิตรร่วมพัฒนา

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยข้อมูลโครงการศูนย์ธุรกิจตลาดทุน ย่านรัชดาภิเษก-ศูนย์วัฒนธรรมฯ เตรียมใช้เป็นศูนย์กลาง นวัตกรรมการเงินการลงทุนแบบครบวงจรแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย พร้อมพัฒนาสู่ระดับสากล พร้อมกันนี้ได้เชิญชวนพันธมิตรที่จะร่วมพัฒนาที่ดินส่วนหนึ่งประมาณ 9.66 ไร่ เพื่อร่วมพัฒนาโครงการฯ ตามเจตนารมณ์
google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีนโยบายที่จะพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจตลาดทุน ให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินการลงทุนแบบครบวงจร ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อการแข่งขันสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย เทียบเท่า International Financial Center ในต่างประเทศ โดยจะใช้พื้นที่ย่านรัชดาภิเษก-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ประมาณ 14.9 ไร่ ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อพัฒนาโครงการฯ ดังกล่าว โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นอาคารที่ทำการของตลท. ประมาณ 5.24 ไร่ และอีกส่วนหนึ่งประมาณ 9.66 ไร่ โดยเปิดให้พันธมิตรที่สนใจเข้าร่วมพัฒนาที่ดินตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
ทั้งนี้ ตลท. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายพัฒนาที่ดิน อาคารและสถานที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้น เพื่อทำการวิจัยทางการตลาด การวิเคราะห์ผลตอบแทนในด้านการเงินและสังคม รวมถึงการออกแบบผังแม่บท เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาแบบยั่งยืน ที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
"สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการของ ตลาดหลักทรัพย์นั้น ได้ตั้งเป้าหมายที่จะให้เป็นอาคารที่จะรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ และธุรกรรมที่เติบโตขึ้นในอนาคต รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมด้านการเงินการลงทุน และการให้ความรู้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และพันธมิตรในตลาดทุน” นางภัทรียากล่าว
ด้าน รศ.นิพัทธ์ จิตรประสงค์ กรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหนึ่งในคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายพัฒนาที่ดิน อาคารและสถานที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ในนามคณะกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นว่าการพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจตลาดทุน ให้เป็นศูนย์รวมของหน่วยงาน และภาคธุรกิจที่สำคัญ ๆ ในตลาดทุนไทย และเป็นฐานในการพัฒนานวัตกรรมด้านการเงินและการลงทุนของประเทศ เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ตลาดทุนไทย มีศักยภาพที่แข็งแกร่ง นับเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ตลาดทุนไทยที่จะช่วยส่งเสริมการทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
นอกจากนี้ โครงการศูนย์ธุรกิจตลาดทุน ยังมีจุดเด่นที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเมือง พร้อมด้วยศิลปะและวิทยาการชั้นสูงที่เป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยมีความปลอดภัยและเสถียรภาพสูงสุด และมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการออกแบบและก่อสร้างที่ได้มาตรฐานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะสามารถรองรับการขยายตัว การแข่งขัน และการพัฒนา ตลาดทุนไทยสู่ระดับสากลได้ในอนาคต
รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายพัฒนาที่ดิน อาคารและสถานที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ตามผังแม่บทโครงการ ทั้งอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ และส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานเชิงพาณิชย์ที่จะเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาประมูลขายหรือเช่านี้ จะเป็นอาคารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้มาตรฐานด้านการอนุรักษ์พลังงาน การป้องกันมลภาวะเป็นพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นอาคารสำนักงาน Grade A พร้อมมาตรฐานอาคารเขียว LEED Certified (Leadership of Energy and Environmental Design) ในระดับ Gold ขึ้นไป ที่รับรองโดย U.S. Green Building Council (USGBC) มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารที่มีระบบเทคโนโลยีแบบอัจฉริยะ มีความเสถียรมั่นคงของระบบพลังงาน และมีความปลอดภัยสูงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบฐานข้อมูลองค์กรอีกด้วย
ด้านนายวิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการ บริษัท วรลักษณ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หนึ่งในคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายพัฒนาที่ดิน อาคารและสถานที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีความน่าสนใจ และมีจุดเด่นแตกต่างจากโครงการอื่นๆ โดยนอกจากจะเป็นที่ตั้งของอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ แห่งใหม่ แล้ว โครงการมี แนวคิดที่จะเป็น Financial Hub ในย่านรัชดาภิเษก-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเป็นศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District: CBD) แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ที่ตั้งของโครงการศูนย์ธุรกิจตลาดทุน ยังสะดวกด้านการคมนาคม โดยตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยในอนาคตคาดว่าจะ เป็น Junction Hub จากทิศหลัก ๆ ของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นทิศเหนือ ทิศใต้ ตะวันออก และตะวันตก ที่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบรถไฟฟ้า BTS และระบบ Airport Link สู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยในอนาคต การรถไฟฟ้าฯ ยังมีกำหนดการที่จะก่อสร้างทางรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้ม (บางบำหรุ – ศูนย์วัฒนธรรมฯ – มีนบุรี) โดยจะบรรจบกับสถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ เป็นสถานีสี่แยก ที่จะเชื่อมต่อการเดินทางจากทั้ง 4 ทิศของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะทำให้ที่ตั้งของศูนย์ธุรกิจตลาดทุนแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางของเมืองอย่างแท้จริง

ที่มา http://www.newswit.com/news/2010-02-16/4354e9effdcac3553eeb53a7455473f1/

คำถาม

1.โครงการศูนย์ธุรกิจตลาดทุน มีจุดเด่นในด้านใด

2.สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการของ ตลาดหลักทรัพย์นั้น ได้ตั้งเป้าหมายในเรื่องใด

3.ตลท. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายพัฒนาที่ดิน อาคารและสถานที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้น เนื่องจากอะไร

ผู้จัดทำโดย นายพชร เรืองพีระกุล 5105106020

สรุปสภาวะตลาดทองคำแท่ง และโกลด์ฟิวเจอร์ส วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553
เปิดตลาดเช้าวันที่ 15 ก.พ. 53 ราคาทองคำทรงตัวอยู่ที่ประมาณ $1,094 ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFG10 ราคาเพิ่มขึ้น 80 บาท มาที่ 17,230 บาท จากราคาปิดที่ 17,150 บาท หลังญี่ปุ่นเผย GDP โตสูงสุดในรอบ 2 ปี แต่ราคายังคงถูกกดดันจากปัญหาที่ยังคงอยู่ของกรีซ และการคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างไม่คาดคิด โดยการเพิ่มเพดานกันสำรองธนาคารพาณิชย์อีก 0.5% ของจีน และดูไบเตรียมเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ราว 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยในระหว่างวันราคาทองคำแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ $1,091 – $1,096 และ GFG10 แกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 17,230-17,290 บาท
google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
แนวโน้มวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553
ราคาทองคำยังมีแนวโน้มผันผวนตามข่าวที่ออกมาจากยูโรโซน โดยนักลงทุนยังคงเฝ้าติดตามรายละเอียดของแผนการช่วยเหลือกรีซ ซึ่งคาดกันว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันอังคารนี้ และตลาดหลายประเทศในแถบเอเชียยังปิดทำการเนื่องในวันเทศกาลตรุษจีนอยู่ โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญคืนนี้ เช่น ดัชนีผลผลิตภาคโรงงานในเขตนิวยอร์ก, การไหลเข้าออกของกิจกรรมเงินทุน และปริมาณสำรองปิโตรเลียม (API)
กลยุทธ์การลงทุน
– ระยะสั้น แนะนำเปิดสถานะซื้อ-ขายตามกรอบแนวรับ-แนวต้านและปิดสถานะภายในวัน โดยมีแนวรับ-แนวต้านที่ $1,085-$1,100 ตามลำดับ
- ระยะกลางถึงยาว แนะนำชะลอการเข้าสะสมเพื่อรอดูทิศทางที่ชัดเจนก่อน โดยมีแนวรับ-แนวต้านที่ $1,030-$1,140 ตามลำดับ
ส่วน GFG10 ที่ระดับ 17,160 บาท และ 16,800 ถือว่าเป็นแนวรับตามลำดับ โดยมีแนวต้านอยู่ที่ประมาณ 17,310 บาท และแนวต้านถัดไปที่ 17,420 บาท ดังนั้น กรอบแนวรับ- แนวต้านอยู่ที่ประมาณ 17,160 – 17,310 บาท
ถือยาวหน่อย –แนะนำ “เล่นสั้น จบในวันไปก่อน” โดยนักลงทุนจะยังคงต้องคอยเฝ้าติดตามรายละเอียดของแผนการช่วยเหลือกรีซ ซึ่งคาดกันว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันอังคารนี้ + ยูโรร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 9 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ + การคุมเข้มด้านการเงินของจีน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อความต้องการเสี่ยงและบรรยากาศการลงทุน
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ– คืนนี้
1. ดัชนีผลผลิตภาคโรงงานในเขตนิวยอร์ก
2. การไหลเข้าออกของกิจกรรมเงินทุน
3. ปริมาณสำรองปิโตรเลียม (API)

ที่มา http://www.newswit.com/news/2010-02-16/de6f1d7192cb07c3b63cd07786aa52ac/

คำถาม
1.กลยุทธ์การลงทุน มีกี่แบบ อะไรบ้าง

2.การเพิ่มเพดานกันสำรองธนาคารพาณิชย์อีก 0.5% ของจีน และดูไบเตรียมเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อสาเหตุใด

3.กลยุทธ์การลงทุน– ระยะสั้น มีความหมายว่าอะไร
ผู้จำทำโดย นายทศพร เกมสูงเนิน 5105106013
มาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง
นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยให้ทราบหลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามความเห็นที่ประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) เป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกรณ์ จาติกวณิช) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์) เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ได้มีมติให้กำหนดมาตรการเร่งรัดหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (วงเงิน 199,960 ล้านบาท) เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับระยะเวลาตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ที่กำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินได้ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ดังนี้ 1. กรณีหน่วยงานยังไม่ได้เสนอขอจัดสรร ให้เร่งดำเนินการจัดส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553
2. กรณีหน่วยงานได้รับการจัดสรรเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ให้เร่งดำเนินการ ลงนามในสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2553
หากไม่สามารถดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามข้อ 1 และ 2 ให้ยุติโครงการเพื่อสามารถนำเงินจากโครงการดังกล่าว ไปให้โครงการที่มีความพร้อมในการดำเนินการมากกว่า แต่ไม่ได้รับอนุมัติ (ยกเว้น กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553 ให้ขยายเวลาการยื่นคำขอจัดสรรต่อสำนักงบประมาณต่อไปก่อน)
3. เพื่อให้สามารถติดตามและรายงานผลโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการบันทึกข้อมูลแผนงาน งวดงาน และงวดเงินตามระบบ Projects Financial Monitoring System (PFMS) ที่กระทรวงการคลังกำหนดทุกโครงการ ภายหลังจากได้รับจัดสรรเงินแล้ว และ/หรือลงนามในสัญญาแล้ว ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังใช้ข้อมูลการรายงานจากระบบ PFMS เป็นข้อมูลการพิจารณาความก้าวหน้าของโครงการ หากไม่มีการบันทึกข้อมูลถือว่าโครงการดังกล่าวยังไม่มีการดำเนินงาน และให้ยุติโครงการ เพื่อสามารถนำเงินจากโครงการดังกล่าว ไปให้โครงการที่มีความพร้อมในการดำเนินการมากกว่าแต่ไม่ได้รับอนุมัติต่อไป
สำหรับการเบิกจ่ายเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 สรุปได้ดังนี้
รอบที่ 1 (วงเงิน 199,960 ล้านบาท)
1. หน่วยงานได้รับจัดสรรแล้ว จำนวน 15,852 โครงการ จำนวนเงิน 158,784 ล้านบาท ลงนามในสัญญาแล้ว จำนวน 6,238โครงการ จำนวนเงิน 110,044 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 34,767.15 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.90 ของจำนวนเงินจัดสรร โดยยังมีหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรแล้วแต่ยังไม่ลงนามในสัญญา จำนวน 9,614 โครงการ จำนวนเงิน 48,604 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.1 ได้รับจัดสรรแล้วไม่เกิน 15 วันทำการ จำนวน 2,226 โครงการ จำนวนเงิน 12,787 ล้านบาท
1.2 ได้รับจัดสรรแล้วเกิน 15 วันทำการ จำนวน 7,388 โครงการ จำนวนเงิน 35,816 ล้านบาท
2. หน่วยงานที่ยังไม่ขอจัดสรร ประกอบด้วย หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข
รอบที่ 2 (วงเงิน 149,999.84 ล้านบาท) หน่วยงานได้รับจัดสรรแล้ว จำนวน 20,351 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้วจำนวน 11,524 ล้านบาท
ที่มา http://www.newswit.com/news/2010-02-16/60daf412eae1007a3509f39b6722de47/

คำถาม
1.กรณีหน่วยงานได้รับการจัดสรรเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ให้ดำเนินการในส่วนใดต่อ

2.หากไม่สามารถดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามข้อ 1 และ 2 ควรจะปฏตืบัติอย่างไรต่อ

3.หน่วยงานที่ยังไม่ขอจัดสรร ประกอบด้วย หน่วยงานใดบ้าง
ผู้จัดทำโดย นายทศพร เกมสูงเนิน 5105106013

บลจ.ธนชาต เตรียมเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศเพิ่มอีก 2 กองทุน
บลจ.ธนชาต เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศเพิ่มอีก 2 กองทุน เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุน ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท ได้แก่ กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 35 (T-FixFIF35) อายุโครงการประมาณ 23 เดือน มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท และกองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 40 (T-FixFIF40) อายุโครงการประมาณ 6 เดือน มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท
กองทุน T-FixFIF35 และกองทุน T-FixFIF40 เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายที่จะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศเกาหลีใต้ เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งชาติเกาหลีใต้ พันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ กองทุนจะป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนสำหรับมูลค่าตราสารหนี้ประเทศเกาหลีใต้ที่กองทุนลงทุน กองทุนดังกล่าวเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายเงินลงทุนบางส่วนไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศ และเข้าใจความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้ในต่างประเทศ และประเทศที่กองทุนไปลงทุน

ที่มา http://www.newswit.com/news/2010-02-16/6dad8bca6b7cd931351271c22f02f54b/

คำถาม
1.สาเหตุที่บลจ.ธนชาต เตรียมเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศเพิ่มอีก 2 กองทุน เนื่องจากสาเหตุใด
2.กองทุน T-FixFIF35 และกองทุน T-FixFIF40 เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายในส่วนใด

3.กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 35 (T-FixFIF35) มีอายุโครงการประมาณกี่เดือน
จัดทำบทความโดย นายพชร เรืองพีระกุล 5105106020

ภาวะตลาดทองคำ ประจำวันที่ 16 ก.พ. 53

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะตัดสินใจใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน ในการประชุมบีโอเจซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ก.พ.นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงมีการขยายตัว แม้ต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืดก็ตาม อย่างไรก็ตาม คาดว่าบีโอเจจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดในปัจจุบันที่ 0.1% ไว้อีกระยะหนึ่ง
รัฐมนตรีคลังยุโรปได้เข้าประชุมกันท่ามกลางแรงกดดันจากนักลงทุนที่หวังให้การประชุมดังกล่าวได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยให้กรีซรับมือกับวิกฤตขาดดุลงบประมาณและปัญหาหนี้สาธารณะที่มีสัดส่วนสูงถึง 12.7% ต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศในปี 2552 นอกจากกรีซแล้ว นักลงทุนยังจับตาด้วยว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรปจะมีการทำข้อตกลงให้ความช่วยเหลือแก่โปรตุเกส และสเปนหรือไม่ เนื่องจากสองประเทศกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน โดยโปรตุเกสมีตัวเลขขาดดุลงบประมาณในสัดส่วน 9.3% ของจีดีพี ส่วนสเปนกำลังเผชิญปัญหายอดคนตกงานที่สูงสุดในกลุ่มประเทศยุโรป นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะถดถอยเมื่อไตรมาสที่ผ่านมาและมียอดขาดดุลบัญชีถึง 11.4% ของจีดีพีในปีที่แล้ว
นายมูฮัมหมัด อัล-จัสซาร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางซาอุดิอาระเบีย กล่าวแสดงความเชื่อมั่นในที่ประชุม Jeddah Economic Forum ที่เมืองเจดดะห์ของซาอุดิอาระเบียว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเป็นสกุลเงินหลักในระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของโลก
ตลาดต่างๆในประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ปิดทำการในวันนี้ เนื่องในวันตรุษจีน ส่วนตลาด สหรัฐปิดทำการวันจันทร์ที่ 15 ก.พ.เนื่องในวันประธานาธิบดี
คำแนะนำการลงทุน Gold Futures
GFG10 ซื้อในช่วงราคา 17270 - 17300 ขายในช่วงราคา 17420 - 17450
GFJ10 ซื้อในช่วงราคา 17370 - 17400 ขายในช่วงราคา 17520 – 17550
SWING TRADER
ราคาทองคำยังได้รับปัจจัยบวกจาก Chinese New Year และแรงซ้อจากตลาด จนทะลุระดับ 1100$ ทิศทางในระยะสั้นเริ่มกลับเป็นขาขึ้น แต่ยังให้ดูความชัดเจนที่ระดับ 1106$และ 1110$ ยังเน้นให้เล่นสั้น
GFG10 รอเข้าซื้อที่ระดับ 17330 รอขายที่ระดับ 17450
GFJ10 รอเข้าซื้อที่ระดับ 17410 รอขายที่ระดับ 17530
ปัจจัยสำคัญ
High Light
ค่าเงินยูโรร่วงลงเกือบแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตราโตเกียวช่วงเช้านี้ เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงินของกรีซ
ธนาคารกลางออสเตรเลียเปิดเผยถึงการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75% ในเดือนนี้ ชี้เป็นการสร้างสมดุลด้านนโยบายการเงิน ขณะทั่วโลกมีความกังวลว่า ความเสี่ยงด้านปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปอาจบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก
MORNING RECAP : ราคาทองคำต่างประเทศเปิดที่ระดับ 1,094 $ ส่วน Gold Future G10 เปิดที่ 17,230 สมาคมค้าทองแท่งเปิดที่ 17,200 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากวันทำการก่อน ตลาดทองคำในช่วงนี้เริ่มมีทิศทางกลับตัวขึ้น ส่วนช่วงเช้าราคาทองคำอยู่ในทิศทางSide way ราคาทองคำต่างประเทศระหว่างวันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,094 – 1,100 $ โดยในช่วงบ่ายราคาทองคำต่างประเทศมีจังหวะ Rebound เล็กน้อย โดยปิดตลาด Gold Future G10 ปิดตลาดที่ 17,300 ในขณะที่ราคาทองคำแท่งของสมาคมค้าทองคำไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ราคา 17,200 บาท นักลงทุนเข้าซื้อขายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากตลาด New York ปิดทำการคืนนี้
NIGHT RECAP: วันที่ 16/2/53
ราคาทองคำเปิดตลาดในประเทศไทยที่ระดับ 1094 เหรียญ โดยราคาเคลื่อนตัวอยู่ระหว่าง 1088 - 1099 เหรียญ ก่อนกลับมาปิดตลาดที่ 1098 เหรียญ ในเวลาประเทศไทย ต่อมาในตลาดลอนดอนและนิวยอร์ก ราคาทองคำมีการเคลื่อนตัวไปทำจุดสูงสุดสุดที่ระดับ 1102 เหรียญ และมาปิดตลาดที่ 1099.4 เหรียญ

ที่มา http://www.newswit.com/news/2010-02-16/3ef5bfe7b9122abbdb7e9ed342806121/

คำถาม
1. สาเหตุที่ราคาทองคำโลกมีการผันผวนเกิดจาสาเหตุใด

2.สาเหตุสำคัญที่ธนาคารกลางออสเตรเลียเปิดเผยถึงการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75% ในเดือนนี้ เนื่องจากอะไร

3.สาเหตุที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะตัดสินใจใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน ในการประชุมบีโอเจ เกิดจากสาเหตุใด
จัดทำบทความโดย นายทศพร เกมสูงเนิน 5105106013

บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี 2552 ในอัตราหุ้นละ 2.25 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้น 3,263 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48.41ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมหลังหักเงินทุนสำรองตามกฎหมายและเงินทุนสำรองอื่น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะได้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2553 พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 29 มีนาคม นายนพพล มิลินทางกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้พิจารณาจัดสรรกำไรสุทธิเพื่อจ่ายเงินปันผลปี 2552 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เนื่องจากมีผลการดำเนินงานเติบโตเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 11กันยายน 2552 บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้วในอัตราหุ้นละ 1.10 บาท จึงคงเหลือเงินปันผลจ่ายในงวดนี้ในอัตราหุ้นละ 1.15 บาท คิดเป็นเงินปันผลจ่ายจำนวน 1,668 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 เมษายน 2553 สำหรับอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (dividend yield) ของบริษัท อยู่ที่ระดับ 6.4% ซึ่งสะท้อนถึงความมั่งมุ่นที่จะดำเนินงานเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกคน
สำหรับการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2553 จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2553 เวลา 14.00 น. ณ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพมหานคร โดยจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 2 มีนาคม 2553 และรวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นในวันที่ 3 มีนาคม 2553

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/795908

คำถาม
1. การจ่ายอัตราผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นจะสะท้อนถึงในด้านใด


2.การประกาศจ่ายเงินปันผลจะเกิดขึ้นเมื่อใด

3.การที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการประชุมกับส่วนใดก่อน